จิตอาสา  |  ผลิตภัณฑ์ชุมชน  |  ติดต่อเรา  |  แผนผังเว็บไซต์ |   สมาชิก   |  เช็คอีเมล์
Th | En
มูลนิธิรักษ์ไทย
สมาชิกองค์การแคร์นานาชาติ
 
 
หน้าหลัก > กิจกรรม >
  กิจกรรม :
ก่อร่างสร้างธุรกิจที่มีหัวใจ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ ซีเอสอาร์-เอสอาร์ ฉบับวันที่ 11-13  มิถุนายน 2555
 

บทความโดย คุณพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการ มูลนิธิรักษ์ไทย


 

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมในการประชุมโต๊ะกลมเรื่อง Shaping Businesses with Compassion  หรือ“การทำธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารีในการทำงานภาคธุรกิจ”  จัดโดย สมาคมศิษย์เก่าสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท บีกริม กรุ๊ป(B.Grimm Group) งานนี้มีผู้เข้าร่วมเสวนาโต๊ะกลมระดับ วีไอพี หลายท่านเช่น คุณกษิต   ภิรมย์ สมาชิกรัฐสภา   คุณดนัย  จันทร์เจ้าฉาย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท   ดีซี คอนซัลแทนส์  แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง  คอมมูนิเคชั่นส์  จำกัด   นอกจากนั้นมีตัวแทนจากความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย และมีตัวแทนนักวิจัย นิสิต และองค์กรภาคประชาสังคม

 

โดยได้รับการต้อนรับและนำเสนอโดย มร.ฮาราลล์  ลิงค์   ประธาน บริษัท บี กริม กรุ๊ป   คุณณฤดี  เคียงศิริ  นายกสมาคมศิษย์เก่า และคุณจีรณา  อนุมานราชธน กรรมการ สมาคมศิษย์เก่าศศินทร์

 

การเสนาเริ่มต้นด้วยการหาความหมายที่ชัดเจนของคำว่า Compassion ซึ่งอาจจะแปลว่า ด้วยความโอบอ้อมอารี หรือ การที่ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรู้สึกที่มาจากใจ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น หรือ Empathy  อันถือว่าเป็นความดีในตัวเอง หรือ Virtue

 

ในการแลกเปลี่ยน ได้มีมุมมองที่หลากหลาย จากตัวแทนด้านความเชื่อศาสนาและงานประชาสังคม ที่ให้ความเห็นว่า Compassion เมื่อรวมกับ Businesses หรือธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องมีคำว่า Justice หรือความเป็นธรรมอยู่ด้วย การช่วยเหลือ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้ช่วยเหลือ หรือเป็นการแสดงความโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น แต่มองการกระทำที่ ส่งเสริมความเป็นธรรม ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายผู้รับด้วย ความเป็นธรรม คือการพิจารณาการช่วยเหลือที่เกิดประโยชน์จริงกับผู้รับ และเป็นประโยชน์ที่เกิดคุณค่าระยะยาว หรือมีลักษณะที่เราเรียกว่า ยั่งยืน

 

ซึ่งได้มีตัวแทนความเชื่อทางศาสนา ท่านหนึ่งยก  Golden Rule ว่า Do to others what you would have them do to you. หรือทำกับเขา เสมือนที่อยากให้คนอื่นทำกับท่าน

 

ในความเห็นของผมความสำคัญของการแลกเปลี่ยนวันนั้น คือการดึง “การให้ทางสังคม” หรือ การให้ผู้อื่น มาเป็นการให้ด้วยความรับผิดชอบ Responsible giving เพราะทุกวันนี้ กระแส CSR ทำให้หลายบริษัท มีกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น โดยการ “ให้” ต่อผู้ขาดโอกาส ชุมชนยากจน หรือ ผู้ที่ประสบภัยพิบัติ แต่การให้นั้น ไม่ได้เกิดผลต่อผู้รับมากนัก หรือบางครั้งเกิดผลในทางติดลบด้วย ซ้ำไป

 

ปัญหาที่เกิดตรงนี้ คือการสูญเปล่า ทั้งในความตั้งใจ ความพยายาม และเงินทองของผู้ให้ และการสูญเปล่า ที่เกิดกับผู้รับ เนื่องจากไม่ได้รับสิ่งที่ช่วยเหลือเขาจริง ทุกวันนี้ ลำพังการพัฒนาประเทศ แก้ไขปัญหาสังคม โดยอาศัยภาครัฐอย่างเดียวไม่เพียงพอ ทั้งในด้านงบประมาณ และด้วยวิธีการที่ทำงานแบบครอบคลุม แต่ไม่ลงลึก ดังนั้นกระแส CSR จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เป็นหนทางหนึ่งในการเพิ่มช่องทางในการพัฒนา และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม

 

ผมยกตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ว่า ขณะที่เกิดมาอุทกภัย ในภาคกลางปีที่แล้ว จำนวนเงินที่บริษัท และคนทั่วไปบริจาคช่วยเหลือ หรือการลงไปทำตรงนั้น น่าจะมีปริมาณเป็นหลายร้อย หรือพันล้านบาทได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นวันนี้ ยังเป็นที่สงสัยว่าเกิดผลที่คุ้มค่าจริงไหม แน่นอนอาหารของใช้ที่บริจาคกันไปคงมี ประโยชน์ ในช่วงระยะหนึ่ง แต่จุดหนึ่งการให้อาจจะไปกระจุกในบางพื้นที่ ไม่ได้กระจายอย่างเพียงพอ หรือ การช่วยเหลือหลังน้ำลด ดูจะไม่อ่อนแรง ไม่ได้นำไปสู่พลังความเข้มแข็งในการจัดภัยพิบัติในอนาคต

 

ดังนั้น Compassion อันเป็นความตั้งใจช่วยอย่างจริงใจ ต้องคู่กับ Responsible giving หรือการวางแผนให้เกิดผลจริง  ในรูปของบริษัทที่สนใจ CSR ผมอยากจะแนะนำ Responsible giving เกิดเมื่อมีลักษณะดังนี้
1) มีการวางแผนระยะยาว ไม่ใช่ครั้งเดียว มีการวางแผนที่มีเหตุไม่ใช่เพียงการทำตามความรู้สึก
2) มีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่เราตั้งใจจะช่วย โดยการหาข้อมูล และสอบถาม และฟัง ความเห็นของคนเหล่านั้น
3) เป็นการช่วยเหลือที่เสริมพลัง  Empower  ให้บุคคล ครอบครัว หรือชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับ
4) เห็นความสำคัญในเรื่องศักดิ์ศรี ของผู้รับ เขาไม่ใช่ เพียงตัวเลขของการช่วยเหลือ แต่มีศักดิ์ศรีเท่าๆ กับผู้ให้
5) ทำงานกับภาคี บริษัทแต่ละบริษัท ไม่ได้เก่งทุกอย่าง แต่ควรหาภาคีที่มีทักษะเสริมสิ่งที่เรายังขาดอยู่เพื่อให้เกิดผล ในข้อ 1-4 ข้างต้น
6) ทำงานแบบยึดมั่น ตรรกะควบคู่กับความรู้สึก คือมีการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และพยายามแก้ไขตรงนั้น รวมทั้งมีขั้นตอนการตรวจสอบ ติดตามประเมินผลได้ชัดเจน

 

ในการประชุม เรื่อง Shaping Businesses with Compassion ไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนเฉพาะการช่วยผู้อื่น แต่ให้ความหมายว่าการใช้ความเอื้ออารีย์เป็นองค์กรประกอบสำคัญของงานทุกด้านของธุรกิจ เริ่มตั้งแต่วิสัยทัศน์ และภารกิจ ของธุรกิจนั้นๆ เฉกเช่น การเป็นสายเลือดหรือวัฒนธรรมปกติของบริษัท และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท หรือธุรกิจนั้นๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าชมเชย เฉกเช่น  บริษัท บีกริม กรุ๊ป จะเดินตามแนวทางนี้ ภายใต้การนำของ มร.ฮาราลล์  ลิงค์  ที่ยึดมั่นตรงนี้มานานแล้ว

 

ในที่ประชุมมีเสียงทักอยู่บ้างว่า หากทำเช่นนั้นจะเป็นการผละจากเป้าหมายเดิมของธุรกิจต่างๆไหม ที่จะต้องให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งก็น่าดีใจว่านักธรุกิจอีกหลายท่าน ยังมีความเห็นว่า การทำงานด้วยเจตนารมย์ ให้เกิดสังคมที่ดี ที่ยั่งยืน ก่อให้เกิดบริษัทที่ประสบความสำเร็จได้มากกว่าบริษัทที่มุ่งแต่กำไร

 

คงต้องดูต่อไป ว่า CSR ประเทศไทย จะเป็นพลังขับเคลื่อนสู่สังคมที่ดีได้จริงไหม หรือเป็นเพียงยาหอม ที่ใช้ปล่อยหน้าร้านให้สวยงามเท่านั้น

 กิจกรรมพิเศษ
   
แต้ว ณฐพร ร่วมปรับปรุงทัศนียภาพโรงเรียนลุมพลีฯ จ.อยุธยา
 
   
โรงเรียนของหนู…ในโครงการ ๘๔ พรรษา ๘๔ โรงเรียน ทำดีถวายในหลวง
 
   
เด็กดอย...ทำดีถวายในหลวง ตัวอย่างเด็กดี มีน้ำใจ
 
 กิจกรรม
  สื่อ
  คลิปเสียง
  สิ่งพิมพ์
  รูปภาพ
วิดีโอ
  ข่าวสารรักษ์ไทย
 
เรื่องราว
โฆษณาทีวี
โฆษณาวิทยุ

 
  อาสาสมัคร
  ทำกิจกรรม
  ฝึกงาน
  ประกวด ดาวโหลดสื่อ
  สมาชิกครอบครัวรักษ์ไทย