ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิรักษ์ไทยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน 88 ชุมชน บนที่สูงของจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และน่าน ในการจัดตั้งระบบการจัดการป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม รักษาระบบนิเวศที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์หลักอย่างน้อย
2 ประการได้แก่
1.ก่อให้เกิดทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และอุดมสมบูรณ์
2.นำไปสู่ความมั่นคงในการดำรงชีวิตของคนทั่วไป
รูปแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันจะต้องรวมผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกส่วนในการทำงานทุกขั้นตอน และระบบการจัดการร่วมกันที่มีประสิทธิภาพจะต้องรวมถึงระบบการทำงาน กลไกการทำงานและเครื่องมือต่างๆด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อ ชุมชนยากจนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในพื้นที่ป่าคุ้มครอง ภาคเหนือ 88 หมู่บ้าน 25,224 คน ในจังหวัดเชียงใหม่ น่าน และลำพูน สามารถอยู่ในพื้นที่ป่าคุ้มครอง โดยมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มีอาชีพทางเลือกที่เอื้อต่อการอนุรักษ์ มีการปรับตัวรับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน และสังคมทั่วไป
รักษาความสมดุลของระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของชุมชนบนที่สูง มูลนิธิรักษ์ไทยร่วมกับชุมชนบนที่สูง 88 องค์กรชุมชนใน 3 จังหวัด ภาคเหนือของประเทศไทย ดำเนินงานเพื่อ
1.การจัดตั้งระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน โดยเสริมสร้างศักยภาพองค์กรชุมชนให้ดำเนินการสำรวจจัดทำแนวเขตที่ดินป่า การกำหนดกฎระเบียบและแผนการจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยคำนึงถึง
• สิทธิชุมชนในการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะสิทธิในการจัดการและรับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมจากระบบนิเวศและความเท่าเทียมของบทบาทหญิงชาย
• การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนและเครือข่ายชุมชน การจัดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้หารือกัน และการส่งเสริมบทบาทผู้หญิงให้มีสิทธิออกเสียงในการพัฒนาชุมชนให้มากขึ้น
2.การพัฒนาทางเลือกในการประกอบอาชีพที่เอื้อต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีพสภาพแวดล้อมและทรัพยากรในท้องถิ่น สร้างความั่นคงในการดำรงชีวิต โดย
• การสร้างโอกาสอาชีพใหม่ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงและเยาวชน และการให้คุณค่ากับภูมิปัญญาของผู้เฒ่าผู้แก่ในการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน เพื่อให้มีเศรษฐกิจพอเพียงบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคง ทางอาหาร ยา และสิ่งจำเป็นในชีวิตจากป่า
• การเสริมสร้างความสามารถของชุมชน ในการปรับตัวต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยใช้แนวทางการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เพื่อลดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะความขาดแคลนอาหาร โรคระบาด ภัยเศรษฐกิจ มาตราการลดภาวะโลกร้อน
3.การสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในการสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างความมั่นคงในการดำรงชีพของชุมชนในเขตป่า โดย
• การสร้างเครือข่ายเยาวชน และคนรุ่นใหม่ของชุมชนให้มีจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อความยั่งยืนของชุมชน ด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนและการเข้าไปมีส่วนร่วม ในงานพัฒนาของชุมชน
• การสร้างชุมชนต้นแบบเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผลการดำเนินงาน ด้านการพัฒนาชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาทางเลือกในการประกอบอาชีพที่มีความสอดคล้องกัน และนำไปสู่การปรับวิถีการ ดำรงชีพภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
• การสร้างภาคีความร่วมมือกับหน่วยงานวิชาการด้านการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ และความร่วมมือ กับภาคเอกชนด้านการสร้างกองทุนอนุรักษ์ การสร้างโอกาสอาชีพ และความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายชุมชน เพื่อการเชื่อมกลุ่มป่าเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายภายในระบบนิเวศ