
ในภาคเหนือของไทย มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในผืนป่ามาหลายชั่วอายุคน แต่เมื่อรัฐประกาศพื้นที่เหล่านี้เป็นเขตป่าสงวนหรืออุทยาน ชาวบ้านกลับถูกมองว่าเป็น “ผู้บุกรุกป่า” ทั้งที่พวกเขาอยู่มาก่อนกฎหมาย ความขัดแย้งจึงยืดเยื้อมาหลายสิบปี
เทคโนโลยี GIS (Geographic Information System) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ เพราะมันทำให้ชุมชนสามารถสร้าง “แผนที่ดิจิทัล” ที่บอกได้ว่าใครอยู่ตรงไหน ใช้ที่ดินทำอะไร และพิสูจน์ได้ว่าการดำรงชีพของพวกเขาไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิรักษ์ไทยได้นำ GIS มาทำงานร่วมกับชุมชนชาติพันธุ์ เช่น ที่แม่แจ่มและเชียงใหม่ โดยให้ชาวบ้านใช้ GPS เดินสำรวจที่ดินของตนเอง ก่อนนำข้อมูลมาสร้างแผนที่ชุมชน ทั้งพิกัดบ้าน โรงเรียน ถนน ลำห้วย รวมถึงพื้นที่ทำกิน และผลจากการวิเคราะห์ยังแสดงว่าไร่หมุนเวียนไม่ได้ทำลายป่า แต่กลับช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สำหรับชาวบ้าน แผนที่เหล่านี้ไม่เพียงเป็น “หลักฐานสิทธิ” เท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน สุดท้าย GIS จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่คือเครื่องมือที่คืน “เสียง” และ “ความชอบธรรม” ให้กับผู้คนเล็ก ๆ ในผืนป่าใหญ่
“เพาะดี กินดี” คือแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยของมูลนิธิรักษ์ไทย ที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเกษตรไทยไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือระยะสั้น เพราะเกษตรกรยังต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูง ความผันผวนของตลาดและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้ไม่มั่นคงและมีอำนาจต่อรองต่ำในห่วงโซ่มูลค่าทางการเกษตร
โครงการนี้มุ่งเปลี่ยนบทบาทเกษตรกรจาก “ผู้ผลิตวัตถุดิบราคาถูก” สู่ “ผู้สร้างมูลค่าและผู้ประกอบการเกษตรอย่างยั่งยืน” ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าทางการเกษตร ตั้งแต่การออกแบบและวางแผนการผลิต การยกระดับคุณภาพสินค้าไปจนถึงการตลาดและการเชื่อมโยงผู้บริโภคพร้อมกันนี้ยังสนับสนุนการรวมกลุ่มในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน การผลิตตามมาตรฐานพืชอาหารปลอดภัย (GAP) และการทำเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ ควบคู่กับการฟื้นฟูดิน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

โดยผลผลิตจากเกษตรกรในโครงการจะถูกเชื่อมต่อไปยังผู้จัดหา SME บริษัทเอกชน โรงเรียน โรงพยาบาล และร้านอาหาร เกิดเป็นเครือข่ายที่เที่ยงธรรมและตรวจสอบได้ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค
“เพาะดี กินดี” จึงไม่ใช่เพียงโครงการส่งเสริมการผลิต แต่คือการปรับระบบทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีรายได้มั่นคง มีศักดิ์ศรีในอาชีพและเป็นกำลังสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว
เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาดของชุมชนบนพื้นที่สูง มูลนิธิรักษ์ไทยได้พัฒนาระบบประปาภูเขาใน 4 ชุมชน ได้แก่ บ้านแม่จุมสาม, บ้านขุนแม่นาย (อ.แม่แจ่ม), บ้านกอก (อ.เชียงกลาง) และบ้านสว้าเหนือ (อ.บ่อเกลือ) ครอบคลุมพื้นที่ 557 ครัวเรือน รวม 1,868 คน (เป็นผู้หญิง 50.08%) ให้ได้รับประโยชน์จากน้ำสะอาดปลอดภัย
นอกจากนี้ โครงการยังส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำกว่า 7,834 ไร่ ซึ่งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ด้านน้ำสะอาดและสุขาภิบาล (เป้าหมายที่ 6) และระบบนิเวศทางบก (เป้าหมายที่ 15)
ดำเนินการโดย : มูลนิธิรักษ์ไทยสนับสนุนโดย
สนับสนุนโดย : Alstom Foundation

มูลนิธิรักษ์ไทยได้นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาทำงานร่วมกับชุมชนชาติพันธุ์ เช่น ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่า มูลนิธิรักษ์ไทยได้ร่วมมือกับ 10 ชุมชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เพื่อพัฒนาแนวทางบริหารจัดการไฟป่าเชิงรุก โดยมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ อาทิ กล้องวงจรปิด โดรนเฝ้าระวัง และระบบ PES (การจ่ายค่าตอบแทนบริการทางระบบนิเวศ) ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในปี 2568 ด้วยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ช่วยคืนภาพ “ดอยสุเทพ” ที่สวยงาม สภาพแวดล้อมยั่งยืนและปลอดภัยกลับคืนมา
ดำเนินการโดย : มูลนิธิรักษ์ไทยสนับสนุนโดย
สนับสนุนโดย : สถาบันพหุศาสตร์

BIOFIN: The Biodiversity Biodiversity Finance Initiative
BIOFIN (ไบโอฟิน) คือโครงการระดับโลกที่ริเริ่มโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการวางแผนและบริหารจัดการเงินทุนสำหรับการอนุรักษ์ธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น สัตว์ป่า พันธุ์พืช และระบบนิเวศต่างๆ
โดยการนำกรอบความคิดและกระบวนการ BIOFIN Methodology มาใช้ในการพัฒนาแผนการระดมทุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ซึ่งเงินทุนเหล่านี้จะถูกจัดสรรมาจากหลากหลายแหล่ง ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ จากภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆเพื่อผสมผสานการลงทุนด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศมากที่สุด

© Copyright 2020 by Raks Thai Foundation.